การทำเครื่องปั้นดินเผา

เครื่องปั้นดินเผา

เครื่องปั้นดินเผานั้นพบหลักฐานการทำอยู่ทั่วไปประเทศไทยส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ ของเรานั้นก็ได้มีการค้นพบถ้วยชนิดหนึ่งเคลือบ ในเขตตำบลออนใต้ อำสันกำแพง บริเวณหมู่บ้านป่าตึงและกิ่งย่าแดง และเมื่อมีการสำรวจบริเวณดังกล่าวได้พบในพื้นที่ราบ และขุดเตาเผาเครื่องถ้วยเป็นโพรงหรืออุโมงค์ ตามเนินเขาหรือฝั่งแม่น้ำ เตาเผามีจำนวนถึง 83 แห่งลักษณะเตาเผาที่พบเป็นการขุดเป็นหลุมแล้วก่ออิฐปิดเป็นผาหลุมข้างบนนั้นไม่เคลือบปากและก้นถ้วย เมื่อเวลาเผาใช้วิธีวางปากถ้วยบนปากถ้วยและก้นุ้วยซ้อนกันและปล่อยให้เปลวไฟแล่นผ่านจนน้ำเคลือบละลาย

สิ่งที่พบส่วนใหญ่เป็น จาน ชาม ขวด ไห ขนาดต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอายุสมัยรัชวงศ์มังราย ( พ.ศ. 1984 – 2101 ) นอกจากนี้ยังค้นพบเครื่องถ้วยถ้วยในบริเวณเชิงเขาดอยโท้งผาอ่าง ตำบลศรีงาม อำเภอสันทราย ซึ่งนายจองยี นายคำทร และนายจองคำ ชาวไทยใหญ่มาตั้งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบสีเขียว ( ศิลาดอล ) ประมาณ 70 ปีมาแล้ว

ดังนั้นเครื่องปั้นดินเผาทั้งชนิดเคลือบและไม่เคลือบนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตั้งของเตาเผา ว่ามีลักษณะเนื้อดินที่ใช้ในการปั้นนั้นอยู่ในลักษณะใด รวมทั้งฝีมือการปั้นของช่างปั้นในแต่ละท้องที่ด้วย ในที่นี้จะกล่าวถึงเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบ เพราะประเภทของเครื่องปั้นดินเผาลักษณะนี้ ชาวบ้านยังนิยมทำกันอยู่และคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตบริเวณบ้านเหมืองกุงตำบลหนองควาย ตำบลหนองแก้ว บ้านกวน บ้านไร่ บ้านหม้อ ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง เป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบ

 

 

เครื่องปั้นดินเผาหัตถกรรมพื้นบ้าน

หัตกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่ได้ทำกันในท้องที่ต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ในเขต อ.หางดง อ.สันกำแพง เป็นต้นนั้น ช่างหัตถกรรมของหมู่บ้านมักจะประสบปัญหาต่าง ๆ ใกล้เคียงกันกล่าวคือ ปัญหาเรื่องดินที่นำมาใช้นั้นไม่ดี ซึ่งทำให้หม้อดินที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพต่ำ ร่วนและยุ่ยเมื่อถูกน้ำทำให้อายุการใช้งานสั้น ชุมชนหัตถกรรมปั้นดินเผาจึงต้องหาซื้อจากหมู่บ้านอื่นมาทำ ในอดีตบางท้องที่ก็ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น เอาพริกแห้ง ยาสูบ หมาก ข้าวเปลือก ด้วยวิธีการที่แล้ว แต่จะตกลงกัน บางทีก็เอาหม้อดินไปจำหน่ายยังท้องที่ไกล

แต่ในปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบการผลิตและวิธีการรวมทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาจนเครื่องปั้นดินเผาของหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาเป็นที่เลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ

น้ำต้นหัตถกรรมของกลุ่มชาวเงี้ยว

น้ำต้นหรือคนโทดินเผาของชาวล้านนานั้นถือได้ว่าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องอยู่ในวิถีชีวิตของชาวล้านนา เป็นอย่างมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่าน้ำต้นนั้นเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อย่างหนึ่งของชาวลานนา เนื่องจากว่าชาวล้านนาได้มีการใช้น้ำต้นอย่างแพร่หลายในแทบทุกครัวเรือน น้ำต้นนอกจากจะเป็นภาชนะที่ใช้สำหรับบรรจุน้ำดื่มแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาชนะใส่ดอกไม้ในแท่นบูชาและในพิธีกรรมต่างๆ ตลอดจนเป็นเครื่องประกอบยศของชนชั้นสูงอีกด้วย เรื่องราวของน้ำต้นมีการศึกษาว่ามีการผลิตใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ในดินแดนล้านนาในทุกวันนี้เป็นงานศิลปหัตุกรรมยุคหลังที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับน้ำต้นของล้านนายุคต้น ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมครั้งใหญ่ในล้านนา  ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

น้ำต้นที่มีการผลิตเป็นสิ่งของเครื่องใช้และซื้อขายกันอยู่ในดินแดนล้านนาที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ เดิมทีชาวพื้นเมืองโดยทั่วไปจะเรียกว่า ” น้ำต้นเงี้ยว” เหตุที่เรียกกันเช่นนี้ก็เพราะว่า กลุ่มคนที่ทำน้ำต้นเหล่านั้นเป็นชาวเงี้ยว หรือไทยใหญ่ ซึ่งจะมีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่บ้านเหมืองกุง บ้านขุนแส เขตอำเภอหางดงและบ้านน้ำต้น อ. สันป่าตอง จ. เชียงใหม่ จากการสอบถามชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุภายในหมู่บ้านต่างๆเหล่านี้ต่างยืนยันว่าบรรพชนของตน เป็นชาวเงี้ยวที่ถูกกวาดต้อนและอพยพมาจากเมืองปุและเมืองสาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำสาละวินในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า โดยเฉพาะที่บ้านน้ำต้นนั้นได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ถูกกวาดต้อนมาในช่วงสมัยเจ้าชีวิตอ้าวหรือพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

จากการตรวจสอบทางเอกสาร พบว่าในช่างเลาของการฟื่นฟูล้านนานั้นได้ปรากฎชื่อเมืองปุและเมืองสาด ถูกกองทัพเชียงใหม่ไปตีและกวาดต้อนไพรมาใส่เมืองเชียงใหม่หลายครั้งโดยเฉพสะในสมัยของพระเจ้ากาวิละนั้น ได้มีการไปตีเมืองทั้งสองหลายครั้งและในสมัยพระยาพุทธวงศ์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 4 ได้ไหตีอีกหนึ่งครั้ง โดยในครั้งนั้นมีรายละเอียดปรากฏในเอกสารค่อนข้างชัดเจน ( พระยาประชากิจกรจักร์แช่ม บุนนาค พงศาวดารโยนก สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พรนะนคร:โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์, หน้า 524-525. )

การผลิตน้ำต้นและเครื่องปั้นดินเผาในสายสกุลช่างดังกล่าวนี้มิได้มีแหล่งผลิตอยู่เฉพาะแต่ในกลุ่มหมู่บ้าน ในเขตอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตอง ดังที่กล่าวมาแล้วเท่านั้นยังมีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในลักษณะดังกล่าวน ี้อยู่ในเขตภาคเหนือตอนลนอีกสองแห่งคือ ที่บ้านบ่อแฮ่ว อ. เมือง จ.ลำปาง และบ้านโป่งทวี อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งชาวบ้านของทั้งสองหมู่บ้านนั้นไม่ใช่ชาวเงี้ยวแต่ได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากกลุ่มชาวเงี้ยวในเมืองเชียงใหม่ ไปผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ได้จากแหล่งผลิตในเขตจังหวัดเชียงใหม่จะมีคุณภาพและการพัฒนารูปทรงได้ดีกว่า ที่ผลิตจากแหล่งอื่น ๆ ดังนั้นจึงทำให้เครื่องปั้นดินเผาทีผลิตจากเชียงใหม่โดยเฉพาะที่บ้านเหมืองกุงได้รับความนิยม และเป็นสินค้าที่ส่งไปขายเกือบทั่วภาคเหนือจนทำให้แหล่งผลิตอื่น ๆ ทั้งที่บ้านน้ำต้น บ้านบ่อแฮ้ว และบ้านโป่งทวีมีการผลิต น้อยลงเหลืออยู่เพียงไม่มากรายนัก

น้ำต้นที่ผลิตขึ้นโดยกลุ่มชาวเงี้ยวในหมู่บ้านต่างๆ ที่สืบทอดมาจนทุกวันนี้โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นเครื่องปั้นดินเผา ที่ใช้อุณหภูมิในการเผาไม่สูงนัก เนื้อหยาบหนาและมีรูพรุนค่อนข้างมาก ผิวมีการทาน้ำดินข้น และขัดผิวให้มันเพื่อกันน้ำให้ซึม ออกมาได้น้อยลง มีการประดับตกแต่งผิวภายนอกภาชนะอย่างสวยงามด้วยลวดบายต่าง ๆ ที่เกิดจากการขูดขีดแกะลาย พิมพ์หรือกดลาย และการปั้นลายส่วนรูปทรงของน้ำต้นนั้นจะมีหลายแบบแต่อาจแบ่งอย่างกว้างๆได้ 8 แบบคือ แบบหัวแดง แบบทรงสูง แบบคอคอดปากบาน แบบน้ำต้นแม่วาง ( สันป่าตอง) แบบทรงอ้วน แบบยาวกลีบมะเฟือง แบบทรงขวด แบน้ำเต้า เป็นต้น สำหรับสีของผิวนอกน้ำต้นนั้นจะมีทั้งดำ เหลือง และแดงซึ่งจะแตกต่างกันไปตามกระบวนการผลิต

อย่างไรก็ตามผลิตภัณท์น้ำต้นนั้นมีหลักฐานการขุดค้นพบน้ำต้นตามโบราณสถานต่างๆ ได้พบว่าน้ำต้นนั้นเป็นเครื่องปั้นดินเผาล้านนาดั้งเดิมโดยเป็นเครื่งปั้นดินเผาไฟต่ำ ที่มีเทคนิคการปั้นที่ละเอียดงดงาม กล่าวคือ ดินที่ใช้ในการปั้นเนื้อละเอียด ผิวบาง มีการทาผิวด้วยน้ำดินข้น และประดับตกแต่งบนผิวภาชนะด้วยการเขียนลวดลาย ด้วยเส้นสีดำ สีขาว และสีแดงอย่างงดงาม ส่วนรูปทรงนั้นไม่มีรูปแบบมาก ส่วนมากจะเป็นรูปแบบตัวกลมคอตรงสูงและแบบน้ำเต้า เดิมทีก่อนหน้านี้เคยมีการกำหนดอายุและรายละเอียดชื่อน้ำต้นในรูปแบบนี้ว่าเป็นน้ำต้นในลักษณะนี้ว่าเป็นน้ำต้นสมัยหริปุญชัย

เรื่องของน้ำต้นนี้นหากได้มีการศึกษาถึงพัฒนาการความเป็นมาและรายละเอียดของรูปทรง ตลอดจนลวดลาบการประดับตกแต่งแล้วนับได้ว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย ตัวน้ำต้นเองทั้งที่เป็นน้ำต้นสมัยล้านนายุคต้นและ ล้านนายุคหลังนั้น จัดเป็นงานศิลปกรรมที่มีรูปแบบหลากหลาย มีลวดลายที่งดงามและสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของ มนุษผู้ลิตตัวมันขึ้นมาได้เป็นอย่างดีด้วยเหตนี้คุณค่าของน้ำต้นจึงมิได้อยู่ที่การมำหน้าที่บรรจุและใช้สอยเกี่ยวข้องกับชีวิต ของชาวล้านนาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบรรพชนผู้ทำหน้าที่ปลิตตัวนั้นนั่นเองที่ถือว่า ได้ช่วยเพิ่มคุณค่าและเกียรติภูมิของน้ำต้นให้สูงขึ้น

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s